วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

"โรคไต" เสื่อม 75% จะเกิดอะไรขึ้น?



โรคไต เสื่อมแล้ว 75 เปอร์เซ็นต์



อาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อ ไตเสื่อมไปแล้ว 75%

👉อ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรง👈                                          👉เป็นตะคริวง่าย👈


         👉นอนไม่หลับ👈                                          👉หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ👈

      👉เบื่ออาหาร👈                                                      👉ปวดท้อง👈


👉เส้นเลือดที่คอจะโป่งขึ้นมา👈                  👉ขาบวม ถ้ากดบริเวณกระดูกเนื้อจะบุ๋มค้างทันที👈


                              
ทางเลือกผู้ป่วยไต บำรุง ฟื้นฟูไต ปลอดภัย 
ไม่มีผลข้างเคียง คลิ๊กเลย http://www.hrtexo.com/umikidney

คลิ๊กที่ลิงค์เพื่อแอดไลน์อัตโนมัติรับข้อมูลสุขภาพดีๆได้เลยค่ะ line://ti/p/@gelhappylife

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ผลไม้ บำรุง ไต

ผลไม้บำรุงไต

เนื่องจากผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำจะช่วยลดการคั่งของโพแทสเซียมในเลือด ช่วยลดสภาวะน้ำในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ลดภาวะบวมน้ำ 


        แอปเปิ้ลเขียว                                                    แตงโม                 



                                                
           แครนเบอร์รี่                                                   【มะม่วงดิบ



                 【มังคุด                                                        ชมพู่  







นอกจากนี้ยังมีอาหารธรรมชาติที่ดีมีประโยชน์และปลอดภัยต่อกระบวนการทำงานของไตอีกด้วย อาทิ พืชผักต่างๆ เช่น แครอด หัวหอม ดอกกะหล่ำ กระเทียม และอาหารจำพวกเนื้อปลา อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารจำพวกแป้ง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวจ้าว ข้าวสาลี ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวกล้อง ทุกชนิด ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อเป็นการควบคุมโปรตีนในร่างกายไม่ให้มากเกินไป




ทางเลือกผู้ป่วยไต บำรุง ฟื้นฟูไต ปลอดภัย 
ไม่มีผลข้างเคียง คลิ๊กเลย http://www.hrtexo.com/umikidney

คลิ๊กที่ลิงค์เพื่อแอดไลน์อัตโนมัติรับข้อมูลสุขภาพดีๆได้เลยค่ะ line://ti/p/@gelhappylife

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"โซเดี่ยม" อันตรายที่ซ่อนในความเค็ม

โซเดี่ยม อันตรายที่ซ่อนในความเค็ม


น้ำปลา ผงชูรส ซอสซีอิ้วปรุงรส ขนมถุงไม่เพียงแต่จะอุดมไปด้วยพลังงานและไขมัน ยังแฝงมาด้วยเกลือหรือโซเดี่ยมปริมาณมากมาย จนต้องยกให้เป็นอันตรายที่ซ่อนในความเค็มนั้น ส่งผลต่ออวัยวะอย่าง ไต ของเราอย่างไร

โซเดียมคืออะไร
โซเดียมเป็นสารอาหารที่สำคัญในตระกูลเกลือแร่ โซเดียมจะถูกดูดซึมได้ตลอดทางเดินอาหาร น้อยที่สุดที่กระเพาะอาหาร และมากที่สุดที่ลำไส้เล็กส่วนกลาง โซเดียมยังช่วยรักษา ความเป็นกรดและด่างของร่างกาย ช่วยนำซูโครสและกรดอะมิโน ไปเลี้ยงร่างกาย




โซเดียมมีความสัมพันธ์กับไตอย่างไร
ไตมีหน้าที่ขจัดของเสีย ยา สารพิษที่ละลายในน้ำออกทางปัสสาวะ
ดูดซึมและเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
รักษาปริมาณน้ำในร่างกาย ระบายน้ำส่วนที่ร่างกายไม่ต้องการออกจากร่างกาย
รักษาปริมาณของโซเดียมในยามที่ร่างกายขาดโซเดียม ระบายโซเดียมที่เกินออกทางปัสสาวะ

ถ้าไตปกติจึงไม่มีอันตรายจากโซเดียมคั่งค้าง 
ไตมีหน้าที่ขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย โซเดียมจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ บางส่วนจะออกมาทางอุจจาระและเหงื่อ 

เมื่อสมรรถภาพของไตเสื่อมลง 
การคั่งของของเสียจะเกิดขึ้น รวมทั้งไตไม่สามารถขับโซเดียมส่วนเกินออกได้ ทำให้โซเดียมคั่งอยู่ในเลือด ทำให้ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียมน้อยลง
คนปกติมีความต้องการโซเดียมประมาณ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน 
เราได้โซเดียมจากอาหารเกลือแกง น้ำปลา ผงชูรส ซอสซีอิ้วปรุงรส กะปิ อาหารหมักดอง ผัก-ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม ฯลฯ การรับประทานขนมถุงที่มีเกลือโซเดียมในปริมาณมาก จะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมเพิ่มมากขึ้นจากอาหารปกติ  ซึ่งจะทำให้ไตถูกทำลายมากขึ้น


ทางเลือกผู้ป่วยไต บำรุง ฟื้นฟูไต ปลอดภัย 
ไม่มีผลข้างเคียง คลิ๊กเลย http://www.hrtexo.com/umikidney

คลิ๊กที่ลิงค์เพื่อแอดไลน์อัตโนมัติรับข้อมูลสุขภาพดีๆได้เลยค่ะ line://ti/p/@gelhappylife

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การเตรียมความพร้อมปลูกถ่ายไต

การเตรียมความพร้อมปลูกถ่ายไต 


➤ผู้ที่จะปลูกถ่ายไต ควรเตรียมตัวอย่างไร

ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้าย ระหว่างที่รอการปลูกถ่ายไตต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะไตที่รอคอยนั้น อาจจะมาเมื่อใดก็ได้โดยที่เราจะไม่คาดคิด ความพร้อมทางร่างกายนั้นต้องตรวจเช็คอวัยวะทุกระบบในตัวว่าแข็งแรงพอที่จะทนการผ่าตัดได้




ระบบต่างๆของร่างกายที่ต้องตรวจเช็ค คือ ระบบหัวใจ / ตับ / ปอด / สมอง / ระบบเส้นเลือด และ
ความดันโลหิต

➧หัวใจที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ควรได้รับการแก้ไขก่อนที่จะผ่าตัดเปลี่ยนไต



➧ตับที่เป็นไวรัสตับอักเสบชนิด บี/ ซี ที่ยังไม่สงบ ควรได้รับการรักษาให้เรียบร้อยก่อน มิฉะนั้นแล้วหลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต เชื้อไวรัสอาจกำเริบและเพื่มจำนวนมากเป็นทวี





➧ระบบเลือด ควรดูเกล็ดเลือดและตรวจดูการแข็งตัวของเลือด เพราะถ้าเลือดหยุดยากอาจจะทำให้เสียเลือดมากในระหว่างการผ่าตัด ควรแก้ไขก่อนทำการผ่าตัด





➤การทำแม็ชชิ่ง (Matching ) คืออะไร 
การทำแม็ชชิ่ง คือการเจาะเลือดของผู้รอรับไตมาผสมกับเซลล์ของผู้บริจาคไต เพื่อดูว่าเข้ากันได้หรือไม่

➤การทำแม็ชชิ่งมีความสำคัญอย่างไร 
การตรวจนี่มีความสำคัญเป็นอันมาก เพราะถ้ามีปฏกริยาขึ้นแสดงว่าเนื้อเยื่อเข้ากันไม่ได้ จะไม่สามารถทำการปลูกถ่ายไตได้ มิฉนั้นจะเกิดผลรุนแรงต่อต้านเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

➤ต้องทำแม็ชชิ่งทุกครั้งก่อนที่จะมีการปลูกถ่ายไตใช่หรือไม่ 
การทำแม็ชชิ่งจำเป็นต้องทำทุกครั้งที่จะมีการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เพื่อตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อน

➤การรอปลูกถ่ายไต รอนานหรือไม่ นานเท่าใด 
การรอปลูกถ่ายไต ขึ้นอยู่กับที่ว่าคือผู้บริจาคไตนั้นมีเนื้อเยื่อที่คล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่รอรับมากน้อยแค่ไหน บางท่านอาจรอเพียงไม่กี่เดือน ส่วนบางท่านอาจต้องรอเป็นปีๆ



ทางเลือกผู้ป่วยไต บำรุง ฟื้นฟูไต ปลอดภัย 
ไม่มีผลข้างเคียง คลิ๊กเลย http://www.hrtexo.com/umikidney

คลิ๊กที่ลิงค์เพื่อแอดไลน์อัตโนมัติรับข้อมูลสุขภาพดีๆได้เลยค่ะ line://ti/p/@gelhappylife

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560

ผู้ที่จะปลูกถ่ายไต ควรเตรียมตัวอย่างไร

ผู้ที่จะปลูกถ่ายไต ควรเตรียมตัวอย่างไร 

➤การปลูกถ่ายไต คือการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยการใช้ไตจากผู้อื่นให้มาทำหน้าที่แทนไตเก่าของผู้ป่วยที่สูญเสียหน้าที่ไปอย่างถาวรแล้ว ปัจจุบันถือเป็น
การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้ายทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่ เนื่องจากถ้าไตใหม่ทำ
หน้าที่ได้ดีแล้ว สามารถทดแทนไตเดิมได้สมบูรณ์ คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น รวมทั้งอายุที่ยืนยาวกว่าการรักษา



➤มีทางเลือกอื่นหรือไม่นอกจากการปลูกถ่ายไต
ผู้ป่วยที่ไม่สามารถปลูกถ่ายไตได้ ด้วยเหตุผลใดก็ตามสามารถรักษาทดแทนไตด้วยวิธีอื่นได้ เช่นการฟอกเลือดโดยใช้เครื่องไตเทียม การล้างช่องท้องด้วยน้ำยา หรือ แม้แต่การรักษาทางยา ถึงแม้ประสิทธิภาพในการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็จะช่วยให้อาการผู้ป่วยทุเลาลงได้บ้าง





➤ใครที่ปลูกถ่ายไตไม่ได้
➧ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ มีปฏิกริยาต่อต้านไตใหม่
➧ผู้ป่วยที่ติดยาเสพติด โรคจิตเภท
➧ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อไวรัสที่มีอาการรุนแรง เช่น โรคไวรัสตับอักเสบชนิด บี/ ซี
โรคไวรัสเอดส์
➧ผู้ป่วยที่มีโรคทางกายอยู่เดิม เช่นเบาหวานระยะลุกลาม โรคตับอักเสบระยะรุนแรง โรคหัวใจล้มเหลว
ระยะรุนแรง แผลในกระเพาะอาหารระยะรุนแรง ตับอ่อนอักเสบ
➧ช่วงอายุ > 65 ปี หรือในเด็กอายุ < 5 ปี
➧มีโรคไตที่จะเกิดซ้ำได้ในไตใหม่ถ้าเปลี่ยนไต เช่น ออกซวโลซิส
➧มะเร็งระยะลุกลาม
➧ความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะที่ยังแก้ไขไม่ได้
➧ไม่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง เช่น ไม่กินยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่มาพบแพทย์ตามที่นัดตรวจ
➧ผู้ป่วยโรคหอบหืด/โรคเอสแอลอี/โรคหัวใจ ต้องไม่อยู่ในช่วงระยะรุนแรงกำเริบอยู่

➤ลำดับอาการของผู้ป่วยจนถึงการรอการเปลี่ยนไต
➧แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยไตวานเรื้อรังระยะสุดท้าย
➧ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจทางหัวใจ ตรวจสภาพจิตใจ
➧เจาะเลือดตรวจหน้าที่ของไต / ตับ / ตับอักเสบ บี -ซี / ซิฟิลิส / เอช ไอ วี
➧ตรวจเนื้อเยื่อ
➧การลงทะเบียนรอ
➧ส่งเลือดตรวจทุก 2 เดือน (ตรวจหาภูมิคุ้มกัน)/ตรวจร่างกายทุก 2-3 เดือน
➧การลงทะเบียนรอ พร้อมรับการเปลี่ยนถ่าย

ทางเลือกผู้ป่วยไต บำรุง ฟื้นฟูไต ปลอดภัย 
ไม่มีผลข้างเคียง คลิ๊กเลย http://www.hrtexo.com/umikidney

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย


เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้เป็นโรคของไตที่ไม่สามารถทำการกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้เพียงพอ ผู้ป่วยไม่อาจจะมีชีวิตรอดต่อไปนี้ นอกจากจะมีการช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกายแทนไต โดยการล้างท้องและการฟอกเลือดโดยใช้เครื่องไตเทียม ซึ่งการกระทำทั้ง 2 วิธี ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโดยวิธีการเหล่านี้อย่างมหาศาล

โรงพยาบาลใดบ้างที่ให้บริการผ่าตัดเปลี่ยนไต
ปัจจุบันในประเทศไทยมีโรงพยาบาลหลายแห่งที่สามารถทำการผ่าตัดเปลี่ยนไตได้ เช่น ร.พ.ศิริราช, ร.พ.จุฬาลงกรณ์, ร.พ.รามาธิบดี, ร.พ.ภูมิพลอดุลยเดช, ร.พ.พระมงกุฎเกล้า, ร.พ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ร.พ.มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ร.พ.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ร.พ.ตำรวจ และ ร.พ.เอกชนบางแห่ง



ผู้ป่วยคนไหนบ้างที่ควรจะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต
ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายทุกคนจะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต ผู้ป่วยที่สมควรได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต ควรมีคุณสมบัติดังนี้คือ

1.อายุไม่ควรจะเกิน 55 ปี เนื่องจากมีผู้ป่วยที่อายุมาก ๆ ผลในระยะยาวไม่ดีเทียบกับผู้ป่วยอายุน้อย

2.ไม่มีโรคประจำตัว ซึ่งร้ายแรงหรือเป็นอันตรายต่อการดมยาสลบผ่าตัด เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคติดเชื้อรุนแรง ฯลฯ

3.จะต้องมีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ เศรษฐฐานะ ตลอดจนพร้อมที่จะร่วมมือในการรักษา และมาตามนัดของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ


หลังผ่าตัดเปลี่ยนไตแล้วผู้ป่วยต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
การที่จะให้ไตที่ได้รับการปลูกถ่ายนั้น คงอยู่คู่กับผู้ป่วยและทำงานได้ตามปกติได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้นั้น ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตัวดังนี้คือ

ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอย่างสม่ำเสมอ ห้ามงดยาเอง ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายยอมรับไตที่ปลูกถ่าย โดยไม่มีปฏิกริยาต่อต้าน (ยานี้ต้องรับประทานตลอดชีวิต)




ต้องมารับการตรวจหลังผ่าตัดตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ


ถ้ามีไข้หรือมีอาการผิดปกติรู้สึกเจ็บป่วยไม่สบายด้วยโรคอะไรก็แล้วแต่ ห้ามซื้อยารับประทานเอง ต้องไปพบแพทย์ที่ดูแลรักษาอยู่ประจำ ทั้งนี้เนื่องจากหลังผ่าตัดอาจจะมีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ เช่น ภาวะแทรกซ้อนจากยา ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด หรือร่างกายไม่ยอมรับไตที่ปลูกถ่าย


ต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ทางเลือกผู้ป่วยไต บำรุง ฟื้นฟูไต ปลอดภัย 
ไม่มีผลข้างเคียง คลิ๊กเลย http://www.hrtexo.com/umikidney

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2560

สมดุลน้ำในร่างกาย

สมดุลน้ำในร่างกาย 

หนึ่งในหน้าที่หลักของไต คือการรักษาสมดุลของน้ำภายในร่างกายของมนุษย์ เป็นอวัยวะที่ควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้ปกติ เพราะหากร่างกายขาดน้ำเพียง 2% นั่นแปลว่าจะเกิดความผิดปกติในระบบเลือด ดังนั้นไตจึงมีหน้าที่ในการปรับดุลน้ำ เช่นหากร่างกายรับ(ดื่ม)น้ำมากเกินไป ไตจะทำหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินออกมาโดยเฉพาะทางปัสสาวะ แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายได้รับน้ำน้อยเกินไป ไตจะไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดความรู้สึกหิวน้ำ กระหายน้ำ และมีความต้องการดื่มน้ำมากขึ้น

การดื่มน้ำอย่างถูกวิธี

  1. น้ำที่ดื่มถ้าจะให้ดีต้องเป็นน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนมากหรือเย็นจัด แต่ก็ยกเว้นในบางกรณี เช่น ตอนเช้าถ้าเป็นไปได้ควรดื่มน้ำอุ่นเพราะจะช่วยในการขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้น ลำไส้ก็จะสะอาดมากขึ้นตามไปด้วย
  2. การดื่มนั้นที่ถูกต้องนั้น ควรดื่มอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือจะให้ดีก็วันละ 14 แก้ว หรือโดยเฉลี่ยแล้วควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับน้ำหนักตัวของคุณ เช่น ถ้าคุณมีน้ำหนัก 60 kg. ก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หรือประมาณ 10 แก้วนั่นเอง (กรณีนี้ให้นับรวมปริมาณอื่นๆ ด้วย เช่น น้ำจากผักผลไม้ แกง ก๋วยเตี๋ยวต่าง ๆ ด้วย)
  3. ในตอนเช้าหลังตื่นนอนหรือก่อนแปรงฟัน ควรดื่มน้ำ 2-4 แก้ว เป็นน้ำอุ่น ๆ ได้ก็จะดีมาก
  4. ในระหว่างวันควรดื่มน้ำ 1 แก้วทั้งก่อนและหลังมื้ออาหารทุก ๆ มื้อ และในระหว่างช่วงสาย บ่าย เย็น ก็ควรดื่มน้ำอีกครั้งละ 1 แก้ว
  5. ในช่วงก่อนนอน น้ำอุ่น ๆ สัก 1 แก้วจะดีมาก
  6. การดื่มน้ำควรดื่มครั้งละแก้ว และที่สำคัญไม่ควรดื่มรวดเดียวหลาย ๆ แก้ว เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะ “น้ำเป็นพิษได้”
  7. อย่าดื่มน้ำมากเกินไปก่อนที่จะรับประทานอาหาร หรือถ้าจะดื่มก็ควรดื่มน้ำก่อนสักประมาณครึ่งชั่วโมง หรือ 45 นาที
  8. ในระหว่างรับประทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำตลอดเวลา เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ไม่ดี
  9. ภายหลังจากรับประทานอาหารเสร็จไม่ควรดื่มน้ำทันที เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเจือจางลง ส่งผลให้การย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยควรดื่มหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วครึ่งชั่วโมง
  10. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นและน้ำอัดลม เพราะน้ำเย็นจะไปดึงความร้อนในร่างกายมาทำให้น้ำที่เราดื่มเข้าไปมีอุณหภูมิเท่ากับร่างกายจึงจะดูดซึมได้ ทำให้ร่างกายเสียเวลาในการปรับสมดุลและสูญเสียพลังงาน
  11. สำหรับคุณผู้หญิงบางท่านที่มักมีอาการปวดประจำเดือน ช่วงที่มีประจำเดือนควรงดดื่มน้ำเย็น เพราะการดื่มน้ำเย็นจะทำให้อาการปวดทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทางเลือกผู้ป่วยไต บำรุง ฟื้นฟูไต ปลอดภัย 

ไม่มีผลข้างเคียง คลิ๊กเลย http://www.hrtexo.com/umikidney